Social Engineering อ่าน 10 นาที สิงหาคม 2026

Social Engineering: กลลวงที่หลอก "คน" ไม่ใช่หลอก "ระบบ"
SME ไทยต้องรู้ทันแค่ไหน

กุมภาพันธ์ 2026 นักวิจัยจาก Dataminr พบว่ากลุ่มแฮกเกอร์ SLH (Scattered LAPSUS$ Hunters) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ LAPSUS$, Scattered Spider และ ShinyHunters กำลังประกาศ จ้างผู้หญิงมาโทรศัพท์หลอก IT Help Desk ในราคา 500–1,000 ดอลลาร์ต่อ 1 สาย พร้อมแจกสคริปต์บทพูดสำเร็จรูป เหตุผลที่เจาะจงจ้างผู้หญิงคือเพื่อ "หลบโปรไฟล์แฮกเกอร์แบบเดิมๆ ที่พนักงาน Help Desk ถูกฝึกมาให้ระวัง"

อ่านให้ดีอีกรอบ — นี่ไม่ใช่การเจาะช่องโหว่ ไม่ใช่การแคร็กรหัสผ่าน ไม่มีมัลแวร์เข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนแรกเลย แต่คือ การจ้างคนมาโทรคุยกับพนักงานของคุณ และมันได้ผลมากพอที่จะมีคนยอมจ่ายสายละหลักหมื่นบาท

62%
ของเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลทั่วโลก มี "คน" เป็นตัวแปร
41%
ของการโจมตีแบบ Social Engineering ไม่ได้มาทางอีเมล
73%
ของคนที่หลงกล เคยผ่านการอบรม Security Awareness มาแล้ว
7.48 พันล.
ความเสียหายคดีออนไลน์ไทย 120 วันแรกปี 2569 (บาท)
⚠️ ประเด็นที่ SME ส่วนใหญ่มองข้าม องค์กรลงทุนกับ Firewall และ Email Security กันเต็มที่ แต่ 41% ของการโจมตีแบบ Social Engineering ไม่ได้มาทางอีเมล — มันมาทางโทรศัพท์ SMS และ LINE ซึ่งเป็นช่องทางที่แทบไม่มีระบบไหนคัดกรองให้เลย

ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนอ่านต่อ

ตัวเลขความหมายแหล่งที่มา
62%ของเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลทั่วโลกเกี่ยวข้องกับ "คน" (Human Element) เพิ่มจาก 60% ปีก่อนVerizon DBIR 2026
16%ของ Data Breach ที่ยืนยันแล้วเกิดจาก Social Engineering โดยตรง — เป็นรูปแบบการโจมตีอันดับ 3Verizon DBIR 2026
41%ของ Breach จาก Social Engineering ไม่ได้มาทางอีเมล แต่มาทางโทรศัพท์ SMS และโซเชียลมีเดียVerizon DBIR 2026
2.0% vs 1.4%อัตราที่คนหลงกลจากการโทร/SMS เทียบกับอีเมล ในการทดสอบจำลอง — ช่องทางเสียงได้ผลกว่าราว 40%Verizon DBIR 2026
6%สัดส่วนของ Pretexting ในช่องทางเจาะเข้าระบบครั้งแรก ถูกยกเป็นช่องทางหลักที่ต้องติดตามเป็นปีแรกVerizon DBIR 2026
$500–1,000ค่าจ้างต่อ 1 สาย ที่กลุ่ม SLH จ่ายให้คนโทรหลอก IT Help DeskDataminr / The Hacker News (ก.พ. 2026)
121,921 เคส
7.48 พันล้านบาท
คดีอาชญากรรมออนไลน์ในไทย 120 วันแรกของปี 2569 (1 ม.ค.–30 เม.ย.)ศูนย์ ACSC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
73%ของพนักงานที่ถูกทดสอบด้วย Social Engineering แบบมี Deepfake ช่วย เคยผ่านการอบรม Security Awareness มาแล้ว แต่ยังหลงกลBreacher.ai Field Data 2026

Social Engineering คืออะไร?

Social Engineering (วิศวกรรมสังคม) คือการหลอกลวงที่ใช้ จิตวิทยา เพื่อให้คนเปิดเผยข้อมูลหรือลงมือทำบางอย่างให้แฮกเกอร์เอง แทนที่จะเจาะระบบด้วยเทคนิค

พูดง่ายๆ คือ — แทนที่จะพยายามงัดประตู แฮกเกอร์เลือกที่จะ โทรมาบอกว่าเป็นช่างซ่อมแอร์ แล้วให้คุณเปิดประตูให้เอง

ทำไมแฮกเกอร์ถึงเลือกวิธีนี้?

เจาะระบบ (Technical Hacking)หลอกคน (Social Engineering)
ต้องหาช่องโหว่ที่ยังไม่ถูกปิดคนมีช่องโหว่ตลอดเวลา และไม่มีแพตช์ให้ติดตั้ง
ใช้ทักษะสูง ใช้เวลานานใช้แค่โทรศัพท์กับบทพูดที่เตรียมไว้
ระบบป้องกันตรวจจับได้ดูเหมือนกิจกรรมปกติของพนักงาน ตรวจจับยากมาก
Firewall / EDR ขวางอยู่เข้าไปด้วย "บัญชีจริง" ที่พนักงานให้มาเอง
นี่คือเหตุผลที่ Verizon DBIR 2026 ระบุว่า 62% ของเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลมีมนุษย์เป็นตัวแปร — เพราะมันคือทางที่ถูกที่สุดและได้ผลที่สุดสำหรับผู้โจมตี

6 หลักจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้กับคุณ

หลักการวิธีที่ใช้จริงตัวอย่างประโยค
อำนาจ
Authority
อ้างเป็นผู้บริหาร ตำรวจ ธนาคาร หน่วยงานรัฐ"ผมโทรจากฝ่ายกฎหมาย กรรมการผู้จัดการสั่งมา"
ความเร่งด่วน
Urgency
บีบเวลาไม่ให้คิดหรือตรวจสอบ"ต้องโอนภายใน 30 นาที ไม่งั้นดีลล่ม"
ความกลัว
Fear
ขู่ว่าจะเสียหาย ถูกดำเนินคดี ถูกไล่ออก"บัญชีคุณพัวพันคดีฟอกเงิน"
ความอยากช่วยเหลือ
Helpfulness
เล่นกับนิสัยดีของพนักงาน โดยเฉพาะฝ่ายบริการและ Help Desk"ขอโทษนะคะ พอดีล็อกอินไม่ได้ พรุ่งนี้ต้องส่งงานแล้ว"
ความไว้ใจ
Social Proof
อ้างชื่อเพื่อนร่วมงานจริง โปรเจกต์จริง ที่หาได้จาก LinkedIn / Facebook"คุณเอ๋ฝ่ายบัญชีบอกให้ติดต่อคุณ"
ผลตอบแทน
Greed
เสนอของฟรี ส่วนลด โบนัส"คลิกรับเงินคืนภาษี" / USB แจกฟรีในงานสัมมนา
💡 สังเกตไหม? ทั้ง 6 ข้อไม่มีข้อไหนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย — นี่คือเหตุผลที่ Antivirus หยุดมันไม่ได้

7 รูปแบบ Social Engineering ที่ SME ไทยเจอบ่อยที่สุด

1. Phishing / Spear Phishing — อีเมลหลอก

อีเมลปลอมที่ดูเหมือนมาจากธนาคาร ผู้ให้บริการ หรือคนในบริษัท ส่วน Spear Phishing คือเวอร์ชันเจาะจงตัวบุคคล ใช้ชื่อจริง ตำแหน่งจริง โปรเจกต์จริง ทำให้แยกออกยากกว่ามาก

👉 อ่านเพิ่ม: Phishing คืออะไร? วิธีสังเกตและไม่ตกเป็นเหยื่อ

2. Vishing — หลอกทางเสียง (โทรศัพท์)

ช่องทางที่ มาแรงที่สุดในปี 2026 เพราะได้ผลกว่าอีเมลราว 40% แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทยคือ Vishing รูปแบบหนึ่ง แต่ที่อันตรายกว่าสำหรับธุรกิจคือเวอร์ชันที่โทรเข้า ฝ่าย IT หรือ Help Desk ของบริษัท เพื่อขอรีเซ็ตรหัสผ่านหรือ MFA

สคริปต์ที่กลุ่ม SLH / Scattered Spider ใช้จริง

3. Smishing — หลอกทาง SMS / LINE

ลิงก์สั้นๆ พร้อมข้อความเร่งด่วน "พัสดุตกค้าง" "ยืนยันตัวตนภายในวันนี้" ในบริบทไทย LINE เป็นช่องทางที่ถูกใช้มากพอๆ กับ SMS เพราะธุรกิจ SME ไทยจำนวนมากใช้ LINE เป็นช่องทางสั่งงานหลัก

4. Pretexting — สร้างเรื่องราวปลอมทั้งชุด

ไม่ใช่แค่ข้อความเดียว แต่สร้าง "บริบท" ทั้งชุดขึ้นมาให้น่าเชื่อ เช่น ปลอมเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี ปลอมเป็นซัพพลายเออร์ที่ขอเปลี่ยนเลขบัญชีธนาคาร หรือปลอมเป็นเจ้าหน้าที่มาขอข้อมูลตาม PDPA

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรายงาน: Verizon DBIR 2026 ยก Pretexting ขึ้นเป็น ช่องทางเจาะระบบหลัก ที่ต้องติดตามแยกเป็นหมวดของตัวเอง เพราะพบในเคส Ransomware ระดับใหญ่จำนวนมาก

5. Baiting — ล่อด้วยของฟรี

USB Drive ที่ "หล่นไว้" ในลานจอดรถหรือแจกในงานสัมมนา ไฟล์ซอฟต์แวร์เถื่อน โปรแกรม Crack หรือ "เครื่องมือ AI ฟรี" ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มัลแวร์ปลอมตัวเป็นเครื่องมือ AI โจมตี SMB ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตขึ้นถึง 7 เท่าในปี 2026

6. Quid Pro Quo — แลกเปลี่ยนผลประโยชน์

"ผมช่วยแก้ปัญหาคอมให้ แลกกับรหัสผ่านของคุณ" หรือ "ทำแบบสอบถามรับบัตรกำนัล" แล้วในแบบสอบถามมีคำถามที่ตรงกับคำถามกู้รหัสผ่านพอดี เช่น ชื่อสัตว์เลี้ยงตัวแรก โรงเรียนประถม

7. Tailgating — เดินตามเข้าออฟฟิศ

ถือกล่องพัสดุเต็มมือแล้วยืนหน้าประตูคีย์การ์ด รอให้พนักงานใจดีเปิดให้ หรือปลอมเป็นช่างซ่อมแอร์ พนักงานส่งน้ำ พนักงานส่งอาหาร

ประเด็นสำหรับ SME ไทย: ออฟฟิศ SME ส่วนใหญ่ไม่มีระบบลงทะเบียนผู้มาติดต่อที่จริงจัง และมักมีคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ล็อกหน้าจอวางอยู่ในพื้นที่เปิด

ทำไม SME ไทยเสี่ยงเป็นพิเศษ

ปัจจัยผลที่ตามมา
ไม่มีฝ่าย IT เต็มเวลาใครก็ได้ที่ "พอเป็นคอม" กลายเป็นคนรีเซ็ตรหัสผ่าน โดยไม่มีขั้นตอนยืนยันตัวตนมาตรฐาน
โครงสร้างองค์กรแบนเจ้าของสั่งตรงถึงพนักงานได้ ทำให้ "อีเมลจากเจ้าของสั่งโอนเงิน" ดูสมเหตุสมผล และไม่มีใครกล้าถามย้ำ
พนักงานคนเดียวทำหลายหน้าที่คนเดียวทั้งรับออเดอร์ ทำบัญชี และโอนเงิน เท่ากับไม่มีการตรวจสอบซ้ำโดยธรรมชาติ
ข้อมูลเปิดเผยเยอะเพจ Facebook บริษัท LinkedIn พนักงาน รูปงานเลี้ยงบริษัท ล้วนเป็นวัตถุดิบให้มิจฉาชีพสร้างเรื่องที่น่าเชื่อ
ใช้ LINE ทำงานยืนยันตัวตนยาก ปลอมโปรไฟล์ง่าย และไม่มี log ระดับองค์กรให้ตรวจสอบย้อนหลัง
เชื่อว่า "เราเล็กเกินกว่าจะโดน"ทำให้ไม่ลงทุนป้องกันเลย ทั้งที่ SME คือกว่า 60% ของเหยื่อ Ransomware ทั่วโลก

👉 อ่านเพิ่ม: ทำไม SME ไทยตกเป็นเป้าโจมตีไซเบอร์มากขึ้น? เจาะสถิติปี 2026

กายวิภาคของการโจมตี: 5 ขั้นตอนที่มิจฉาชีพทำเสมอ

1
สืบข้อมูล (Reconnaissance)เก็บชื่อพนักงาน ตำแหน่ง อีเมล เบอร์โทร ชื่อซัพพลายเออร์ จากเว็บไซต์บริษัท Facebook LinkedIn และฐานข้อมูลที่เคยรั่วไหล
2
สร้างเรื่อง (Pretext)เลือกตัวละครที่เหยื่อจะไม่กล้าปฏิเสธ เช่น ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบบัญชี ลูกค้ารายใหญ่ หรือฝ่าย IT ของผู้ให้บริการ
3
สร้างความไว้ใจ (Engagement)ทักทายด้วยข้อมูลจริงที่สืบมา — "สวัสดีครับคุณสมชาย เรื่องโปรเจกต์ ABC ที่คุยกับคุณเอ๋ไว้เมื่อเดือนก่อน"
4
ลงมือขอ (Exploitation)ขอรหัสผ่าน ขอให้กดลิงก์ ขอให้โอนเงิน ขอให้อนุมัติ MFA หรือขอให้ติดตั้งโปรแกรมรีโมท
5
ถอนตัวอย่างเนียน (Exit)ขอบคุณ วางสาย ลบร่องรอย และมักปิดท้ายด้วย "ไม่ต้องแจ้งใครนะครับ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง"
⚠️ จังหวะเวลาคืออาวุธ ขั้นตอนที่ 1 มักใช้เวลาหลายสัปดาห์ ส่วนขั้นตอนที่ 4 ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที — ความเร่งด่วนที่คุณรู้สึกคือสิ่งที่เขาออกแบบมาให้คุณรู้สึก

8 สัญญาณเตือนที่ต้องหยุดทันที

เจอข้อไหนก็ตาม ให้วางสาย แล้วโทรกลับที่เบอร์เดิมในทะเบียน

วิธีป้องกัน 3 ชั้น

ชั้นที่ 1: คน (People)

มาตรการรายละเอียดงบประมาณ
อบรม Security Awarenessอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เน้นตัวอย่างจริงมากกว่าทฤษฎีต่ำ–ปานกลาง
ทดสอบจำลอง (Simulation)ส่งอีเมลหรือโทรทดสอบพนักงาน แล้วสอนเพิ่มเฉพาะคนที่พลาด โดยไม่ลงโทษต่ำ
สร้างวัฒนธรรม "ถามได้ ไม่ผิด"พนักงานต้องกล้าโทรกลับหาเจ้านายเพื่อยืนยัน โดยไม่กลัวโดนดุว่าเสียมารยาทฟรี
ลดรอยเท้าดิจิทัลไม่โพสต์โครงสร้างองค์กร เบอร์ภายใน หรือรูปที่เห็นหน้าจอ/คีย์การ์ดชัดเจนฟรี
⚠️ การอบรมอย่างเดียวไม่พอ ข้อมูลภาคสนามจาก Breacher.ai ปี 2026 พบว่า 73% ของคนที่หลงกลเคยผ่านการอบรมมาแล้ว — ต้องมี "กระบวนการ" มารองรับด้วยเสมอ

👉 อ่านเพิ่ม: อบรมพนักงานด้าน Cybersecurity: เริ่มต้นอย่างไรให้ได้ผล

ชั้นที่ 2: กระบวนการ (Process) — ชั้นที่สำคัญที่สุด และแทบไม่ต้องใช้เงิน

มาตรการวิธีทำ
Two-Person Ruleการโอนเงินเกินวงเงินที่กำหนด (เช่น 50,000 บาท) ต้องมีคนอนุมัติ 2 คนเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น
Callback Verificationยืนยันคำสั่งโอนเงินหรือเปลี่ยนบัญชี ด้วยการ โทรกลับไปที่เบอร์ในทะเบียนเดิม เท่านั้น ห้ามใช้เบอร์ที่อยู่ในอีเมลฉบับนั้นเด็ดขาด
Safe Word ภายในองค์กรกำหนดคำรหัสสำหรับยืนยันตัวตนทางโทรศัพท์ในเรื่องเงินหรือสิทธิ์เข้าถึง เปลี่ยนทุกไตรมาส
ขั้นตอนรีเซ็ตรหัสผ่านที่เข้มงวดห้ามรีเซ็ตรหัสหรือ MFA จากคำขอทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว ต้องยืนยันผ่านช่องทางที่สอง เช่น วิดีโอคอลกับหัวหน้างาน
ทะเบียนซัพพลายเออร์เก็บเลขบัญชีธนาคารไว้ที่ส่วนกลาง การเปลี่ยนแปลงต้องผ่านการอนุมัติแบบเป็นทางการเท่านั้น
ลงทะเบียนผู้มาติดต่อผู้มาติดต่อทุกคนต้องแลกบัตร มีพนักงานพาเดิน ไม่ปล่อยให้เดินเองในพื้นที่ทำงาน

ชั้นที่ 3: เทคโนโลยี (Technology)

มาตรการป้องกันอะไร
MFA แบบต้านฟิชชิ่ง
(Passkey / FIDO2 / Security Key)
กัน MFA Prompt Bombing และ OTP ที่ถูกหลอกเอาไป — คู่มือตั้งค่า MFA
Password Managerไม่กรอกรหัสในเว็บปลอม เพราะตัวจัดการรหัสจะไม่ auto-fill ให้เมื่อโดเมนไม่ตรง — คู่มือ Password Manager
DMARC / SPF / DKIMกันอีเมลปลอมชื่อโดเมนบริษัท — คู่มือ BEC
จำกัดสิทธิ์ตามหน้าที่
(Least Privilege)
ถ้าบัญชีถูกยึด ความเสียหายจำกัดวงได้ — Zero Trust Security
Backup แบบ 3-2-1รองรับกรณีที่การโจมตีจบด้วย Ransomware — กฎ Backup 3-2-1
บล็อกการติดตั้งโปรแกรมรีโมทที่ไม่ได้อนุมัติกันเคส "เดี๋ยวผมรีโมทเข้าไปช่วยแก้ให้"

แผน 7 วัน: เริ่มป้องกันได้ตั้งแต่พรุ่งนี้

1
วันที่ 1 — ประกาศกฎ "โทรกลับเสมอ"แจ้งทุกคนว่าคำสั่งเรื่องเงินทุกคำสั่งต้องโทรกลับยืนยันที่เบอร์เดิม ไม่มีข้อยกเว้น แม้จะเป็นคำสั่งจากเจ้าของบริษัทเอง
2
วันที่ 2 — ตั้งวงเงิน Two-Person Ruleกำหนดตัวเลขให้ชัด และแจ้งธนาคารตั้งค่าสิทธิ์ผู้อนุมัติในระบบ Internet Banking
3
วันที่ 3 — ทำทะเบียนบัญชีซัพพลายเออร์รวบรวมเลขบัญชีทั้งหมดไว้ที่เดียว ล็อกไฟล์ไม่ให้แก้ไขโดยพลการ กำหนดผู้มีสิทธิ์แก้ไข
4
วันที่ 4 — เขียนขั้นตอนรีเซ็ตรหัสผ่านระบุชัดว่าใครมีสิทธิ์รีเซ็ต และผู้ขอต้องยืนยันตัวตนอย่างไร ติดไว้ให้เห็นชัด
5
วันที่ 5 — เปิด MFA ให้ครบทุกบัญชีสำคัญอีเมล ธนาคาร ระบบบัญชี และ Cloud Storage — เลือก Passkey หรือแอป Authenticator แทน SMS ถ้าทำได้
6
วันที่ 6 — ค้นชื่อบริษัทตัวเองใน Google / Facebook / LinkedInดูว่ามิจฉาชีพจะเก็บข้อมูลอะไรไปใช้สร้างเรื่องได้บ้าง แล้วลบหรือปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น
7
วันที่ 7 — ประชุมทีม 30 นาทีเล่าเคสจริงจากบทความนี้ แล้วซ้อม 1 สถานการณ์: "ถ้ามีคนโทรมาอ้างเป็นเจ้าของบริษัท สั่งให้โอนเงินด่วน คุณจะทำอะไร"

Checklist: ธุรกิจคุณพร้อมแค่ไหน?

ติ๊กให้ครบ 10 ข้อ

ถ้าโดนแล้ว: 24 ชั่วโมงแรกต้องทำอะไร

1
หยุดเลือดก่อนถ้าเป็นการโอนเงิน โทรธนาคารทันทีเพื่อขออายัด ยิ่งเร็วยิ่งมีโอกาสได้เงินคืน
2
แจ้งความออนไลน์และโทรสายด่วนแจ้งที่ thaipoliceonline.go.th และโทรศูนย์ AOC สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
3
เปลี่ยนรหัสผ่านทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องและบังคับ Sign out ทุกอุปกรณ์ที่ล็อกอินค้างอยู่
4
ตรวจสอบ Forwarding Rule ในอีเมลการตั้งกฎส่งต่ออีเมลลับๆ คือสิ่งที่มิจฉาชีพทำเป็นอันดับแรกหลังยึดบัญชีได้
5
เก็บหลักฐานทั้งหมดอีเมล ประวัติการโทร สลิป แชท — อย่าเพิ่งลบอะไรทั้งสิ้น
6
แจ้งคู่ค้าที่อาจได้รับผลกระทบเพราะบัญชีของคุณอาจถูกใช้เป็นฐานหลอกลูกค้าและซัพพลายเออร์ต่อ
7
ประเมินภาระตาม PDPAถ้ามีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล อาจต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง

👉 อ่านเพิ่ม: แผนรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ (Incident Response Plan) และ PDPA ในปี 2026: สิ่งที่ SME ต้องรู้

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทเรามีพนักงาน 10 คน จำเป็นต้องทำขนาดนี้ไหม?

ยิ่งเล็กยิ่งจำเป็น เพราะการโอนเงินผิดเพียงครั้งเดียวอาจเท่ากับกำไรทั้งปี และมาตรการที่ได้ผลที่สุด (โทรกลับยืนยัน + Two-Person Rule) ไม่ต้องใช้เงินสักบาท

ต่างจาก Phishing อย่างไร?

Phishing เป็น หนึ่งในเทคนิค ของ Social Engineering ที่ใช้อีเมลเป็นช่องทาง ส่วน Social Engineering คือภาพรวมทั้งหมด รวมทั้งโทรศัพท์ SMS LINE และการเดินเข้าออฟฟิศจริง

ซื้อ Antivirus ดีๆ ก็พอแล้วใช่ไหม?

ไม่พอ เพราะ Social Engineering ในหลายกรณีไม่ได้ใช้มัลแวร์เลย — การโอนเงินให้มิจฉาชีพด้วยมือตัวเองไม่มีไฟล์ให้ Antivirus สแกน

AI ทำให้เรื่องนี้แย่ลงแค่ไหน?

แย่ลงมาก AI ทำให้ภาษาไทยในอีเมลหลอกอ่านลื่นขึ้นจนแยกไม่ออก เลียนเสียงคนที่คุณรู้จักได้ และสร้างวิดีโอปลอมได้ — อ่านเรื่อง Deepfake และ AI Scam

สรุป

5 ข้อที่ต้องจำจากบทความนี้

ไม่แน่ใจว่าพนักงานของคุณจะรับมือสายหลอกได้ไหม?

CyberAlpha ช่วยประเมินความเสี่ยงด้าน Human Risk วางกระบวนการยืนยันตัวตน และออกแบบการอบรมที่เหมาะกับขนาดและงบประมาณของธุรกิจ SME ไทยโดยเฉพาะ

ขอคำปรึกษาฟรี ดูบทความอื่นๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง